FAQFAQ   SearchSearch   MemberlistMemberlist   UsergroupsUsergroups   RegisterRegister 
 ProfileProfile   Log in to check your private messagesLog in to check your private messages   Log inLog in 
Latest global searches: nprc  nudista  philips cdc 265  carnaval  petardas 
Top global searches: free hosting  iso for playstation  minnesota pigeon forum  education  philippine chess 

คำพยาน

 
Post new topic   Reply to topic     Forum Index -> Sharing Your New Life Experience Here
View previous topic :: View next topic  
Author Message
บี
Guest





PostPosted: Fri Jul 27, 2007 8:50 am    Post subject: คำพยาน Reply with quote

แม้บีจะเรียนโรงเรียนคริสต์มาตั้งแต่เด็ก เรียนรู้เรื่องของพระเยซู ฟังเรื่องของพระองค์ สวดบทสวด มามากมายหลายปีเพียงไร พระองค์ยังบอกว่า “เจ้าไม่รู้จักเรา” เพราะการจะรู้จักพระเจ้าไม่ได้เกิดจากตำรำ หรือความรู้มากมาย แต่เกิดจากการที่เรายอมรับว่า เราเป็นคนบาปและ ช่วยตัวเราเองไม่ได้ และต้องการพระเยซูคริสต์ที่จะมาช่วย


บีเกิดในครอบครัวที่ไม่ได้นับถือคริสต์ศาสนา มีพี่น้อง 3 คน เป็นครอบครัวขนาดกลางค่ะ พ่อแม่เป็นนักธุรกิจ ทำงานในบริษัท เอกชน ครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะอะไรมากนัก พอกินพอใช้ มีแม่บ้าน 1 คน คอยช่วยคุณแม่ทำงานบ้าน ทำกับข้าว บีเป็นลูกคนโตค่ะเรียนโรงเรียนเอกชน ของคาทอลิก มีน้องชาย 2 คน เรียนโรงเรียนของรัฐฯ
ทุกวันพอคุณแม่เลิกงาน ก็จะรีบกลับมาบ้านทำกับข้าวกับแม่บ้าน พอคุณพ่อกลับมา เราก็จะทานอาหารเย็นร่วมกัน พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่โรงเรียนของเราแต่ละคน เรื่องที่ทำงานของ คุณพ่อ คุณแม่ ฯลฯ แต่บางวันคุณพ่อก็กลับดึกนะค่ะ เรา 4 คน แม่ลูกก็จะทานข้าวกันก่อน วันเสาร์ เป็นวันชอปปิ้งของครอบครัวค่ะ วันอาทิตย์เป็นวันไปเยี่ยมอาม่า (คุณย่า) พ่อ แม่ ไม่ค่อยหวงลูกสาวค่ะ เลี้ยงลูก ๆ แบบอเมริกัน (คิดนิยามนี้เองค่ะ) ว่ากันไปตามเหตุผล ไม่ห้ามเรื่องกลับดึก หรือไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ขอให้บอกไว้เท่านั้น ไม่มานั่งรอสัปหงก และคอยตำหนิเวลาเรากลับผิดเวลา แต่พอถึงรุ่งเช้าจึงถามเหตุผลถึงการ กลับดึก คงเพราะท่านไว้ใจเราอย่างนี้มังคะ จึงทำให้เรารู้สึกเกรงใจ และ ไม่อยากให้ท่านผิดหวัง ลูก ๆ ไม่ใคร่จะมีใครนอกลู่นอกทางค่ะการดำเนินชีวิตเป็นอย่างนี้อยู่หลายปีทีเดียวค่ะ ตั้งแต่จำความได้ก็ตั้งแต่เด็ก 5-6 ขวบ จนโตเลยค่ะ เป็นครอบครัวที่ บีภูมิใจมากค่ะและปีไหนจำไม่ได้แล้ว พิษเศรษฐกิจของไทยก็ทำลายการดำเนินชีวิตอันราบรื่นของครอบครัวเรา คุณพ่อต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ การรับประทานอาหารเย็นพร้อมหน้ากัน ก็เหลือกันเพียง 4 คนเท่านั้น คือคุณแม่ บี และ น้องชาย 2 คน และจากครั้งนั้น เราแต่ละคนไม่รู้เลยว่า ภาพการรับประทานอาหารพร้อมหน้ากัน พูดคุย เรื่องราวต่าง ๆ จะมีอีกเมื่อไหร่

พอจบมัธยมปีที่ 3 บีเริ่มย้ายโรงเรียนค่ะ ไปเรียนต่อสายอาชีพ เมื่อขึ้นปี 2 เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนชวนไปเที่ยวระหว่างปิดภาคเรียนค่ะ เป็นค่ายขององค์กรเยาวชนไทยเพื่อพระคริสต์ บีและเพื่อน ๆ ไม่ได้นับถือคริสต์นะคะ แต่ก็ขอไปร่วมด้วย เพราะความอยากเที่ยวอยากสนุก จึงรวมตัวกันได้ประมาณ 7 – 8 คน ไปเที่ยวค่ายนี้ด้วยกัน เป็นค่ายที่จัดขึ้นที่ฐานทัพเรือ จ. สัตหีบ เรื่องราวที่จะเล่าเป็นความหักเหของชีวิต และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเริ่ม ณ ตรงนี้ล่ะค่ะ

ลูกค่ายมีทั้งหมดประมาณ 120 คน เพื่อน ๆ ก็ เริ่มคุยกัน ถึงความไม่มั่นใจว่าเที่ยวครั้งนี้จะสนุกหรือไม่ เพราะมากับกลุ่มคนต่างศาสนา จะมีการสอนศาสนาเคร่งเครียดกันในค่ายหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนตัวบีเองไม่คิดมากค่ะ มาเที่ยวก็คือการมามีประสบการณ์ใหม่ ๆ พบเจอสิ่งใหม่ ๆ แล้วก็เป็นอย่างที่พวกเราคิดแหละค่ะ มีการเรียนเรื่องพระคัมภีร์ทุกวัน วันละหลายรอบ เพลงที่ร้องก็เป็นเพลงที่พวกเราไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต อย่าง พระเจ้ารักคุณ พระเจ้าเป็นความรัก มีแต่พระเจ้าเต็มไปหมด เราต้องอยู่ในค่ายนี้ 5 วันค่ะ ร้องไม่เป็นกลับบ้านก็ต้องเป็นสักเพลงสองเพลงล่ะค่ะ ในค่ายมีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อให้เราได้ทำกิจกรรมร่วมกันและได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ พวกเราก็กระจัดกระจายไปคนละกลุ่มกัน แต่ก็ยังดีที่เวลานอนพวกเราได้อยู่ด้วยกัน

สิ่งหนึ่งที่บีเองรู้สึกประทับใจในค่ายแห่งนี้คือ นับตั้งแต่วันแรกที่เดินทาง เพื่อนใหม่ทั้งรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ต่างดูแสนจะมีไมตรี มีความเป็นกันเอง มีรอยยิ้ม และจริงใจ ! แต่บีก็ไม่วายคิดไปว่า พวกนี้เสแสร้ง ไม่จริงใจ วันนี้วันแรกก็คงดีอยู่หรอก เดี๋ยวอีกหน่อยก็คงแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา

ทุกคืน บีและเพื่อน ๆ จะมาจับกลุ่มคุยกัน นินทาหัวหน้ากลุ่มหรือพี่เลี้ยงกลุ่มของเรา รวมไปถึงองค์กรที่จับเรามาบังคับให้เรียนวิชาศาสนาคริสต์นี่ด้วย ว่าพวกเขากำลังจะล้างสมองเรา แกล้งทำดี พูดดีกับเรา เสแสร้งทั้งนั้น !

ในขณะที่เราอยู่ค่าย ได้เรียนรู้เรื่องของพระเจ้า เราก็มีคำถามมากมายรวมถึงคำถามโลกแตก อย่างไก่กะไข่อะไรเกิดก่อน โดยจะมีอาจารย์มาช่วยตอบคำถาม บีสนใจที่จะถามเพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ถึงแม้จะเรียนโรงเรียนคริสต์มาตั้งแต่อนุบาลจนโต รู้เท่าที่ตำราเรียนจะสอนไว้ รู้ว่าพระเยซูก็เป็นศาสดาองค์หนึ่งของศาสนาคริสต์ และก็ไม่เคยคิดว่าจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับคนพุทธอย่างบี แต่ที่ว่าสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็คือประโยคที่ว่า “พระเยซูรักทุกคนบนโลก ไม่เพียงแต่คนคริสต์เท่านั้น แต่ทุกคนทุกศาสนา บนโลกนี้ พระองค์รักทั้งคนดีและคนบาป.. ถ้ามีใครสักคนหนึ่งที่รักบีมาก ไม่ว่าบีจะเป็นคนอย่างไร เขาจะเดินไปกับบีแม้ในหุบเขาเงามัจจุราช.. ที่ซึ่งเวลาหนึ่งพ่อแม่ของบีต้องจากไป เพื่อนอาจจะอยู่กับบีในขณะที่บีมีทุกอย่างพร้อม และหากวันหนึ่งที่บีไม่มี .. แต่คนๆ นี้จะอยู่กับบีเสมอไป บีจะต้อนรับเขาไว้ในบ้านของบีมั้ย” แน่นอนค่ะบีอยากได้และอยากรู้จักคน ๆ นั้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บีคิด!

บีเริ่มถามคำถามมากขึ้น ตลอดเวลาในค่าย มีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง (เจ้หมวย นคท) มาคุยกับบี พูดเรื่องพระเจ้ากับบีเป็นการส่วนตัว บีรู้สึกประทับใจพี่คนนี้ เขาใช้เวลากับบีมาก บีสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่เขามีให้ที่ไม่ใช่การเสแสร้ง วันแรกอาจไม่มั่นใจ แต่นี่ 5 วันแล้ว ถ้าเสแสร้ง ก็คงเป็นคนที่มีความอดทน และเก่งมาก บีรู้สึกเกรงใจพี่คนนี้ บีรู้เขาอยากให้บีเป็นคริสต์เตียน !

คืนวันสุดท้ายของค่ายเรามีแคมป์เทียน ทุกคนจะนั่งเป็นวงกลม คืนนั้นมีอาจารย์เทศนาครั้งสุดท้าย มีการร้องเพลง ผู้นำเพลง (พี่ขจร ธนังกูรวิโรจน์) เชิญชวนให้ทุกคนหลับตา และถามความประสงค์ของลูกค่ายหากจะมีใครอยากต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์

บีเริ่มพูดกับตัวเอง และไม่รู้เลยว่านั่นเป็นการอธิษฐาน (ที่คนคริสต์เรียก) เป็นครั้งแรกในชีวิตของบี เป็นคำพูดง่ายๆ “พระเจ้า ถ้าพระองค์มีจริงขอให้สำแดงบางสิ่งแก่ข้าพเจ้า” และขออย่างเด็ก ๆ “ขอให้ข้าพเจ้าได้รู้สึกสัมผัสอะไรบางอย่างแห่งการเปลี่ยนแปลง ให้รู้สึกซาบซึ้ง หรือมีน้ำตาไหล เพื่อเป็นสัญญาณว่าได้รับการสัมผัสด้วยตัวเอง .. ข้าพเจ้าเกรงใจพี่คนนั้น แต่ข้าพเจ้าจะไม่เปลี่ยนศาสนาเพราะพี่คนนั้นอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าต้องได้รับการสัมผัสด้วยตัวของข้าพเจ้าเองเท่านั้น!” และเมื่อพูดหรือคิดเช่นนั้นจบ ก็มีภาพ ๆ หนึ่งเกิดขึ้น พูดในอีกทำนองหนึ่งก็คือ ขณะที่บีหลับตา บีนึกถึงภาพ ๆ หนึ่ง เป็นภาพสมัยที่บีเรียนชั้นมัธยมต้น บีกลับจากโรงเรียน และต้องเดินจากปากซอยหมู่บ้าน เข้าบ้านเอง ซึ่งต้องเดินผ่านฝูงสุนัข 5- 6 ตัว บีเป็นคนกลัวสุนัขมาก เพราะพ่อเคยโดนสุนัขกัด ขณะที่เดินผ่าน บีจะงัดเอาบทสวดที่โรงเรียนสอนมาท่องแม้จะไม่เข้าใจในความหมายคิดแต่ว่า "ขอพระเจ้าช่วยด้วย" หลังจากเห็นภาพเก่า ๆ นั้น ก็มีเสียงหนึ่งเกิดขึ้นมา เสียงที่เกิดในจิตใจว่า “แต่ก่อนเจ้าร้องเรียกหาเราว่า ‘พระเจ้าช่วยด้วย พระเจ้าช่วยด้วย’ ทั้ง ๆ ที่ เจ้าไม่รู้จักเรา แต่เวลานี้เราอยู่ที่นี่แล้ว ยืนเคาะอยู่ที่ประตู เจ้าจะรับเราไหม” เมื่อเสียงนั้นพูดจบ น้ำตาก็เริ่มไหล และดูเหมือนจะไหลไม่หยุด บียิ่งร้องไห้มากสะอึกสะอื้น หยุดไม่ได้เลยทีเดียว บีเปิดประตูใจต้อนรับพระองค์เข้ามาแล้ว ไม่มีภาพอะไรที่น่าเศร้า ที่อยู่ดีๆ น้ำตาก็ไหล เป็นน้ำตก แต่เป็นความรู้สึกชื่นชมยินดี และทำให้บีได้เข้าใจความหมายของคำว่า “สันติสุข” มันไม่ใช่คำว่า “สุข” หรือ “ความสุข” ที่ฉาบฉวย แต่เป็นความสุขที่มีความอบอุ่นจริงใจและความเป็นนิรันดร์ ยากที่จะอธิบายแต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ บีไม่ได้รับพระเจ้า ด้วยการเข้าใจความหมายของการไถ่บาปของพระเยซูบนไม้การเขนอย่างถ่องแท้ก่อน แต่การถ่อมใจและเปิดประตูใจต้อนรับพระองค์ เป็นก้าวแรกที่นำบีให้มารู้จักความหมายของการไถ่บาปขององค์พระคริสต์ในเวลาต่อมา

และวันนี้ หลายปีมาแล้วที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต พระองค์ไม่เคยทำให้บีผิดหวัง ผู้คนที่บีเคยมองว่าเสแสร้งนั้น เขาก็ยังคงรอยยิ้มและมิตรไมตรี เช่นนั้นเสมอมา และบีเรียนรู้อย่างหนึ่งคือ แม้บีจะเรียนโรงเรียนคริสต์มาตั้งแต่เด็ก เรียนรู้เรื่องของพระเยซู ฟังเรื่องของพระองค์ สวดบทสวด มามากมายหลายปีเพียงไร พระองค์ยังบอกว่า “เจ้าไม่รู้จักเรา” เพราะการจะรู้จักพระเจ้าไม่ได้เกิดจากตำรำ หรือความรู้มากมาย แต่เกิดจากการที่เรายอมรับว่า เราเป็นคนบาปและ ช่วยตัวเราเองไม่ได้ และต้องการพระเยซูคริสต์ที่จะมาช่วย เหมือนคนป่วยที่ต้องการหมอ แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตนเองป่วย คนไข้จะไม่มีวันได้รับการรักษา ถ้าเขาไม่ยอมรับว่าตัวเขาป่วยและต้องการหมอ
Back to top
บี
Guest





PostPosted: Fri Jul 27, 2007 8:52 am    Post subject: ตอนสอง Reply with quote

หลังจากกลับจากค่ายเยาวชนคริสต์เตียนที่สัตหีบ บียังไม่ได้บอกคุณแม่ว่าบีเป็นคริสต์แล้ว เก็บไว้ในใจ สัก 2-3 อาทิตย์ แล้วจึงเขียนจดหมายไปบอกคุณพ่อที่ต่างประเทศ เนื่องจากคุณพ่ออยู่ไกลหากจะตำหนิอะไรคงจะไม่ค่อยสะดวก และการที่เขาเลี้ยงลูกแบบสไตล์อเมริกัน (นิยามของบี) ทำให้เราคุยกันได้ด้วยเหตุและผล

ข้อความที่เขียนในจดหมายจริงจัง และจริงใจมากค่ะ จนบัดนี้ก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าเขียนไปได้ยังไงแบบนั้น แต่ก็ใส ๆ แบบเด็ก ๆ แหล่ะค่ะขอเกริ่นสักนิดนึงนะคะ ครอบครัวบีเป็นครอบครัวคนจีนค่ะ เราไหว้เจ้าด้วย สำคัญที่สุดคือการไหว้บรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่รู้ว่าพ่อแม่จะเข้าใจและยอมรับได้มั้ย แต่บีก็เขียนจดหมายไปตามประสาเด็ก ๆ ว่ากันตรง ๆ “... ป๊าหนูรักป๊านะ (ปกติไม่เคยพูดคำว่ารักกันหรอกค่ะ..เขินจะตาย) หนูเป็นคริสต์แล้ว ถึงแม้หนูจะไม่ไหว้บรรพบุรุษ แต่หนูอยากบอกป๊าว่า ..หนูจะรักและกตัญญูกับป๊าและม้า ขณะที่ป๊ากับม้ายังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เมื่อป๊ากะม้าเสียไปแล้ว ..” แหม.. ก็ขอได้อย่าถือสาเลยนะคะ เขียนตามประสาเด็กจริง ๆ อาจเพราะมองอย่างเด็ก ๆ จึงเห็น .. ญาติพี่น้องของบีเอง หรือครอบครัวของเพื่อน บางครอบครัว ทะเลาะกันบ้านแทบแตก ลูกหนีออกจากบ้าน เรียนไม่จบ ติดยา ไม่เชื่อฟัง ทำให้พ่อแม่เสียใจ หรืออย่างในหนังประเภทแย่งสมบัติ แต่พอท่านสิ้นแล้ว ก็ไปจุดธูปขอขมา บีคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้น มันสายไปแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น ทันทีที่คุณพ่อได้รับจดหมาย ก็โทรศัพท์ ทางไกลมาหาคุณแม่ที่เมืองไทยนี่ทันที คุณแม่ถึงได้รู้.. บีคุยกับคุณพ่อ คุณพ่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น บีจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง คุณพ่อคุณแม่น่ารักมากค่ะ บีขอบคุณพระเจ้าเสมอเมื่อนึกถึงท่าน ถึงแม้ท่านจะยังไม่รู้จักพระเจ้า แต่ท่านก็มักจะให้กำลังใจเสมอ คุณพ่อพูดผ่านทางโทรศัพท์ “..บีจะเอาอะไร จะทำอะไร ป๊าไม่ว่า ขอให้ทำจริงจัง อย่าเล่น ๆ.. ” และจากวันนั้นบีเริ่มไปโบสถ์ อย่างสม่ำเสมอ และยึดข้อพระธรรมต่อไปนี้ในการดำเนินชีวิตเสมอมา

“ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะการทำอย่างนั้นเป็นการถูก จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า นี่เป็นบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก” พระธรรมคัมภีร์เอเฟซัส 6:2,3
“Children, obey your parents in the Lord, for this is right. “Honor your father and mother” – which is the first commandment with a promise- “that it may go well with you and that you may enjoy long life on the earth”. Ephesians 6:2,3

ตอนพระเจ้าเลี้ยงดู

ไม่นานหลังจากบอกพ่อแม่แล้วว่าเข้าคริสต์ สักปีเศษ ๆ คุณแม่ก็ตามไปอยู่กับคุณพ่อที่ต่างประเทศ พร้อมด้วยน้องชายคนเล็ก เหลือบีและน้องชายคนที่ 2 อยู่กันตามลำพัง 2 คน กับแม่บ้านอีกคนในเมืองไทย ตอนนั้นตนเองอายุ 17 ปี น้องชายอายุ 15 ปี เมื่อย้อนคิดกลับไปจึงรู้สึกว่า เราสองพี่น้องเข็มแข็งมากค่ะ ไม่มีความรู้สึกกลัว ไม่ร้องไห้ งอแงกับการที่คุณแม่ตัดสินใจไป ความคิดโตกว่าวัยค่ะ .. ท่านคุยกับเราสองคนก่อน ถึงความจำเป็นที่ท่านต้องไป จนแน่ใจว่าเราทั้งสองดูแลตัวเองได้ ท่านถามว่าอยากได้รถไว้ขับมั้ย ฯลฯ เราสองคนยังขับรถไม่เป็น เลยไม่เอาให้ท่านขายทิ้ง เราส่งคุณแม่และน้องได้แค่ที่หน้าประตูบ้าน ซึ่งคุณน้าเป็นคนมารับแม่และน้องไปสนามบิน เราดูแลซึ่งกันและกันค่ะ น้องชายบีทำหน้าที่เยี่ยงพี่ชายมากกว่าค่ะ เขาน่ารักมาก ห่วงใย ดูแล พี่สาวอย่างดี ชีวิตเราเหมือนเด็กอเมริกันเลยมั้ยค่ะ ที่พอเริ่มเป็นวัยรุ่นก็มักจะแยกครอบครัวไปใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง แต่ถ้าเปรียบ... บีและน้องเป็นเด็กไทย แต่มีสไตล์การใช้ชีวิตแบบอเมริกัน (นิยามของตัวเองค่ะ) .. คือการดูแลตัวเองโดยไม่มีผู้ปกครอง ไม่ถึงกับต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองนะคะ .. ยังงั้นออกจะโหดร้ายไปหน่อย) คุณแม่ฝากเงินก้อนหนึ่งไว้ในบัญชีให้เราสองคนได้ใช้จ่าย เราเบิกจ่ายกันเองค่ะ ทั้งค่าเล่าเรียน ของเราสองคน ค่าใช้จ่ายในบ้าน เงินเดือนแม่บ้าน แกอยู่กับเราพักเดียวก็ออกไป และหน้าที่ประจำคือไปเยี่ยมคุณย่าทุกสุดสัปดาห์ .. ทำได้พักเดียวค่ะ เนื่องจากบ้านคุณย่าอยู่ ต่างจังหวัด แม้จะเป็นจังหวัดใกล้เคียง แต่ก็ต้องนั่งรถเมล์กว่า 2-3 ชม ไปทีก็หอบเสื้อผ้าไปนอนค้างเลยค่ะ ไม่ไหวค่ะ ยอมแพ้ ก็เลยนาน ๆ ไปเยี่ยมที

อีกปีเศษบีก็เรียนจบสายอาชีพค่ะ ตัวเองและเพื่อน ๆ ในรุ่นก็ชวน ๆ กันเรียนต่อ แล้วในที่สุดก็พยายามสอบเทียบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย และก็สามารถสอบเข้าได้ตามที่ตัวเองตั้งใจในสายการตลาด ส่วนน้องชายสอบเทียบตอนเริ่มเข้ามัธยมปีที่ 4 โรงเรียนรัฐบาลมีชื่อแห่งหนึ่ง เขาทุ่มเทมาก อ่านหนังสืออย่างหนัก จนบีอดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวว่าเขาจะผิดหวังรุนแรงหากเอ็นทรานซ์ไม่ติด ในที่สุดปีแรกของการสอบเทียบเขาได้คณะวิทยาศาสตร์ จุฬา บีก็โล่งใจที่เขาสอบติด แต่เขาไม่เอาค่ะ เพราะเป้าหมายของเขาอยู่ที่คณะแพทย์ศาสตร์ ม.มหิดล เขาตัดสินใจเรียนต่อมัธยมปลายจนจบ 6 และเอ็นฯ อีกครั้ง น้องชายยังไม่รู้จักพระเจ้าค่ะ แต่บีท้าทายเขาให้ลองอธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าค่ะ ในที่สุดเขาสามารถเอ็นฯ ติดในสาขาที่เขาหวังไว้ บางท่านอาจจะว่าเขาสอบติดเพราะตัวของเขาเอง หรือเพราะความบังเอิญ ไม่เป็นไรค่ะ แต่สำหรับบี บีกระซิบบอกพระเจ้าว่า “ขอบพระคุณ”

นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งต้องไปเรียนที่ ศาลายาค่ะ นี่เป็นหนึ่งปีแรกที่บีต้องดูแลตัวเองคนเดียวจริงๆ แล้วค่ะ มีเหตุการณ์หลายอย่างมาก ที่เกิดขึ้นในช่วงปีนั้น ทั้งช่วง สุข ทุกข์ เหงา หัวเราะ ร้องไห้ ลำพังคนเดียว! เพื่อนๆ และญาติพี่น้อง มักจะถามด้วยความห่วงใยเสมอ “อยู่คนเดียวหรือ” “อยู่ได้ไง” “ไม่กลัวเหรอ” “เก่งจัง” “ไม่ไปอยู่กับพ่อแม่” “ไม่ไปอยู่กับญาติ” “ปิดหน้าต่าง ประตูดี ๆ นะ” “มาอยู่กับอามั้ย” ฯลฯ มีเหตุผลและปัจจัยหลายประการที่ทำให้เราไม่ได้ไปอยู่กับญาติ แท้จริงชีวิตบีก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากมายนัก มีหลายคนที่มีชีวิตที่น่าเชิดชู ต้องต่อสู้และผ่านพ้นช่วงวิกฤตต่าง ๆ มากมายกว่า บี แต่ที่บีนำมาเล่านี้ก็เพียงพระพรเสี้ยวหนึ่งที่บีอยากจะโลกได้รับรู้เท่านั้น

ตอนที่น้องชายยังเรียนที่กรุงเทพฯ เราก็ยังมีกันและกันเป็นเพื่อนคู่คิด เราจะไม่บอกคนแปลกหน้าว่าเราอยู่กันเอง ไม่มีพ่อแม่ ทำตัวดุ ๆ คนจะได้กลัว วันหนึ่งไฟที่บ้านเสีย เราตกลงว่าให้น้องชายไปเรียกช่างหน้าหมู่บ้านมาซ่อม เราก็กลัวว่าเขาจะรู้ว่าเราไม่มีพ่อแม่อยู่ ก็บอกว่า “เดี๋ยวพ่อก็กลับมาแล้ว” ตลกดีค่ะ กินปูนร้อนท้อง ช่างไฟเขายังไม่ได้สนใจจะถามอะไรเลย ค่าซ่อม 255 บาท เราก็ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ รักษาผลประโยชน์ภายในบ้าน ด้วยการต่อรองค่าซ่อม “แหม ! แพงจัง 250 ก็แล้วกัน” ก็ไม่รู้จะต่อไปทำไม ไอ้ 5 บาทเนี่ย ช่างไฟก็คงแอบหัวเราะในใจนะคะ ไอ้เด็กสองคนนี่แปลก ๆ

พอน้องเอ็นทรานซ์ติด เราแทบจะไม่เจอกันเลย บีก็ต้องดูแลตัวเอง บีอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่ มีสนามหญ้าหน้าบ้าน จะเรียกคนตัดหญ้าหน้าบ้านก็แสนจะยากเย็น กลัวค่ะ มากันทีเกือบ 10 คน ประเภทร่างกำยำ บึก ๆ อุปกรณ์ครบครัน ทั้งกรรไกรตัดหญ้า เครื่องไดร์หญ้า ฯลฯ ต้องรอน้องชายกลับมาเยี่ยมบ้าน สองสามเดือนครั้งก่อน จนหญ้าสูงท่วมหัวเลย จึงจะเรียกคนมาตัดหญ้า ตัดเองไม่เป็นค่ะ แย่จัง

จริง ๆ แล้วก็ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรขนาดนั้นเลยนะคะ แหมแต่ก็ต้องเข้าใจหน่อย ตั้งแต่โตมาทุกอย่างพ่อแม่ก็จัดการให้ ซื้อเสื้อซักตัวใส่เองยังไม่เคยเลย พอมาอยู่กันเองก็ออกจะวางตัวไม่ค่อยถูก ขาดความมั่นใจไปบ้างสมัยนั้น คงไม่แกร่งเหมือนวัยรุ่นสมัยนี้แล้ว

ช่วงหนึ่งที่บีกังวลใจมาก ๆ ก็คือ บ้านที่อาศัยมาสิบกว่าปีเริ่มผุพัง ประตูหน้าบ้าน หลังบ้าน โดนน้ำฝนผุ ปิดแทบไม่อยู่ บีจะต้องอธิษฐานที่ประตูบ้าน ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อให้พระเจ้าปกป้องพิทักษ์ ก็เป็นที่พึ่งทางใจอย่างดีใช่มั้ยคะ แต่พระเจ้าห่วงใยบีมากกว่านั้นค่ะ ไม่นานนักพระองค์ประทานครอบครัวที่แสนดี ครอบครัวในองค์พระเยซูคริสต์ไงคะ เป็นเสมือนครอบครัวที่สองของบี บีรู้ว่า พระเยซูเข้ามาในชีวิตบีในเวลาที่เหมาะสม ในเวลาที่พระองค์จัดเตรียมไว้ เพื่อนๆ ที่คริสตจักร ก็รุ่น ๆ ทั้งนั้น แห่กันมาช่วยซ่อมประตูบ้านให้บี พวกผู้หญิงก็อยู่ในครัวช่วยกันทำอาหาร พวกผู้ชายก็ มือนึงถือค้อน มือนึงถือตะปู ทำไม่เป็นกันหรอกค่ะ บางคนใช้ค้อน ทุบไปทุบมาโดนมือตัวเองก็นักเรียนนักศึกษาทั้งนั้นไม่มีใครเป็นช่างสักคน ประทับใจพวกเขามาก จนทำอะไรไม่ถูก เลย เพื่อน ๆ น้อง ๆ สลับกันมาอยู่เป็นเพื่อน เป็นครั้งเป็นคราว "ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรักของพระองค์ผ่านเขาเหล่านั้น"

บีคงจะเชื่อและศรัทธาพระเยซูคริสต์ได้ยากสักหน่อย หากบีไม่ได้เห็น ความรัก ความห่วงใยของพระองค์ผ่าน คนเหล่านี้ บีไม่ได้เป็นญาติมิตรกับเขา บีไม่ได้เคยทำประโยชน์ อะไรแก่คนเหล่านั้น แต่ด้วยสิ่งที่เขาแสดงออกมาเป็นการกระทำ ทำให้บีได้เรียนรู้ว่า พระเจ้าที่เขาบอกว่าดี พระเจ้าที่เขาบอกว่ารัก ห่วงใย ไม่ใช่เป็นเพียงศาสนา ที่เป็นเพียงคำสอน หรือที่ถูกบันทึกในคัมภีร์ประวัติศาสตร์ หรือนามอธรรมเท่านั้น แต่เป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้
บีคิดใคร่ครวญเสมอ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาที่บีได้รู้จักพระคริสต์ และขณะเดียวกันที่ต้องดำเนินชีวิตวัยรุ่นเพียงลำพัง บีรู้ว่าบีไม่อาจ ที่จะดำเนินชีวิตวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จได้อย่างดี โดยปราศจากพระองค์ พระเจ้าเลี้ยงดูบีมาโดยตลอด หลายท่านอาจคิดว่าเป็นการบังเอิญ เป็นความโชคดี แต่สำหรับบี “พระเจ้าทรงเลี้ยงดู”
Back to top
kohkerdsri
Silver Member
Silver Member


Joined: 03 Apr 2007
Posts: 160
Location: Irvine

PostPosted: Fri Jul 27, 2007 1:14 pm    Post subject: Reply with quote

Very impressive PBee!
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
bee



Joined: 19 Apr 2007
Posts: 2

PostPosted: Sun Jul 29, 2007 7:45 pm    Post subject: thank you for reading Reply with quote

thank you Petch for helping me post the above testimony. I've got a chance to read it again and it still very good to me (how come i can write it so beautifully ^^') and thank you Koh and those who have lots of patient to read the whole story!! I really appreciate you guys!!

Even I read my own story, I'm still telling to myself "Oh My goodness! how come it so loooooong and who's on earth can finish reading this!!
Back to top
View user's profile Send private message
Vee
Silver Member
Silver Member


Joined: 31 Mar 2007
Posts: 143
Location: Anahiem, CA

PostPosted: Sun Jul 29, 2007 9:50 pm    Post subject: Reply with quote

Yes, it is very beautiful P'Bee....
Back to top
View user's profile Send private message MSN Messenger
Display posts from previous:   
Post new topic   Reply to topic     Forum Index -> Sharing Your New Life Experience Here
All times are GMT - 8 Hours
Page 1 of 1

 
Jump to:  
You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot vote in polls in this forum


© 2007-2008 Informe.com. Get Free Forum Hosting
Powered by phpBB © 2001 - 2005 phpBB Group
Software tags powered by Software Informer  
Theme ACID v. 2.0.18 par HEDONISM